Printer Hub – ศูนย์รวมเทคนิคการเลือกซื้อเครื่องพิมพ์และการดูแลรักษา

Printer Hub รวบรวมเทคนิคที่ใช้ได้จริงไว้ในที่เดียว ตั้งแต่การเปรียบเทียบประเภทเครื่องพิมพ์ วิธีเลือกให้ตรงกับงบและการใช้งาน ไปจนถึงการดูแลรักษาให้เครื่องอยู่ได้นานและแก้ปัญหาเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง
ไม่ว่าคุณกำลังมองหาเครื่องพิมพ์เครื่องแรก หรืออยากดูแลเครื่องที่มีอยู่ให้ใช้งานได้คุ้มค่าขึ้น ที่นี่มีคำตอบให้ครบ
เครื่องพิมพ์มีกี่ประเภท และแบบไหนเหมาะกับคุณ?
ก่อนจะดูราคาหรือยี่ห้อ สิ่งที่ควรรู้ก่อน คือ เครื่องพิมพ์แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ต่างกัน การเลือกผิดประเภทตั้งแต่แรก ทำให้เสียทั้งเงินและเวลาในระยะยาว มาดูกันว่า แต่ละแบบเหมาะกับใคร
เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท (Inkjet) — เหมาะกับใคร?
Inkjet คือ ตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการใช้งานที่บ้าน ราคาเครื่องเริ่มต้นไม่สูง และพิมพ์สีได้สวยงาม เหมาะมากกับงานที่ต้องการสีสันคมชัด เช่น รูปภาพ งานนำเสนอ หรือเอกสารสีที่พิมพ์ไม่บ่อย
จุดที่ต้องระวัง คือ ถ้าทิ้งเครื่องไว้นานโดยไม่ใช้งาน หัวพิมพ์มีโอกาสอุดตันได้ และค่าหมึกต่อแผ่นสูงกว่า Laser พอสมควร หากพิมพ์ปริมาณมาก
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser) – ประหยัดกว่าในระยะยาว
Laser เหมาะกับคนที่พิมพ์เอกสารขาวดำปริมาณมากเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศขนาดเล็กหรือนักเรียนที่ต้องพิมพ์บ่อยๆ
ความเร็วสูงกว่า Inkjet และต้นทุนต่อแผ่นถูกกว่ามาก เมื่อพิมพ์ในปริมาณมาก
ราคาเครื่องเริ่มต้นสูงกว่า แต่ถ้าคิดในระยะยาวแล้ว Laser มักคุ้มค่ากว่า สำหรับคนที่พิมพ์เกิน 200 แผ่นต่อเดือนขึ้นไป
เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (All-in-One) – คุ้มค่าสำหรับใช้งานทั่วไป
All-in-One รวมการพิมพ์ สแกน และถ่ายเอกสารไว้ในเครื่องเดียว เหมาะกับทั้งบ้านและออฟฟิศขนาดเล็กที่ไม่อยากซื้ออุปกรณ์หลายตัว ราคาต่างจากเครื่องพิมพ์ธรรมดาไม่มากนัก แต่ได้ฟีเจอร์เพิ่มขึ้นชัดเจน
สิ่งที่ควรดู คือ คุณใช้ฟีเจอร์สแกนหรือถ่ายเอกสารบ้างไหม ถ้าใช้เป็นประจำ All-in-One คุ้มค่ากว่าแน่นอน แต่ถ้าพิมพ์อย่างเดียว เครื่องปกติก็เพียงพอแล้ว
สรุปเปรียบเทียบ – เลือกประเภทไหนให้ตรงกับการใช้งานของคุณ
Inkjet vs Laser เลือกแบบไหนคุ้มค่าที่สุด?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะ “คุ้มค่า” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่พิมพ์เดือนละไม่กี่สิบแผ่นกับคนที่พิมพ์เป็นร้อยแผ่นทุกวัน ควรเลือกคนละแบบกันเลย มาดูทีละมิติกัน
ปรียบเทียบราคาเครื่องและต้นทุนหมึกระยะยาว
Inkjet ราคาเครื่องเริ่มต้นถูกกว่า บางรุ่นเริ่มต้นไม่ถึงสองพันบาท แต่ตลับหมึกราคาสูงและหมดเร็ว ต้นทุนต่อแผ่นจึงสูงกว่า Laser โดยเฉพาะถ้าพิมพ์ปริมาณน้อย
Laser ราคาเครื่องสูงกว่าชัดเจน แต่โทนเนอร์ 1 ตลับ พิมพ์ได้หลายพันแผ่น ต้นทุนต่อแผ่นจึงต่ำกว่ามาก สำหรับคนที่พิมพ์บ่อย ค่าเครื่องที่แพงกว่าจะคืนทุนได้เร็ว
เปรียบเทียบคุณภาพงานพิมพ์และความเร็ว
งานสีและรูปภาพ Inkjet ชนะขาด สีสันนุ่มนวลและไล่เฉดได้ดีกว่า เหมาะกับงานออกแบบหรือพิมพ์รูปถ่าย ส่วนความเร็วในการพิมพ์ทั่วไปจะช้ากว่า Laser พอสมควร
สำหรับเอกสารขาวดำ Laser ให้ผลลัพธ์คมชัดและพิมพ์เร็วกว่าเห็นได้ชัด รุ่นออฟฟิศพิมพ์ได้ 20-30 แผ่นต่อนาทีเป็นเรื่องปกติ ถ้าต้องพิมพ์รายงานหนาๆ บ่อยๆ ความแตกต่างนี้รู้สึกได้เลย
เปรียบเทียบการดูแลรักษาและความทนทาน
Inkjet มีจุดอ่อนชัดเจน คือ หัวพิมพ์อุดตันง่ายถ้าไม่ใช้งานสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคนที่พิมพ์นานๆ ครั้ง บางรุ่นต้องทำความสะอาดหัวพิมพ์เองหรือเสียหมึกในการ Cleaning Cycle
Laser ทนทานกว่าในการใช้งานหนัก ไม่มีปัญหาหัวพิมพ์อุดตัน และโทนเนอร์ไม่เสื่อมสภาพง่ายเหมือนหมึกน้ำ เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ต้องการความเสถียรในระยะยาว
สรุป – Inkjet หรือ Laser เหมาะกับคุณแบบไหน?
5 เทคนิคเลือกซื้อเครื่องพิมพ์ให้ตรงกับความต้องการจริงๆ

หลายคนเดินเข้าร้านแล้วซื้อตามคำแนะนำของพนักงาน หรือเลือกจากรีวิวออนไลน์ โดยไม่ได้คิดถึงการใช้งานจริงของตัวเองเลย ผล คือ ได้เครื่องที่ไม่ตอบโจทย์ มาดู 5 เทคนิคที่ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
เทคนิคที่ 1 – รู้จักปริมาณการพิมพ์จริงๆ ก่อนซื้อ
ลองนับดูว่า เดือนหนึ่งพิมพ์กี่แผ่นโดยประมาณ ถ้าต่ำกว่า 100 แผ่น Inkjet อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่ถ้าพิมพ์เกิน 200 แผ่นเป็นประจำ Laser มักคุ้มกว่าในระยะยาวชัดเจน
อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ความสม่ำเสมอในการใช้งาน คนที่พิมพ์นานๆ ครั้ง ควรหลีกเลี่ยง Inkjet บางรุ่นที่หัวพิมพ์อุดตันง่าย เพราะค่าซ่อมอาจแพงกว่าราคาเครื่องในบางกรณี
เทคนิคที่ 2 – กำหนดงบประมาณทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคาเครื่อง
ราคาเครื่อง เป็นแค่ส่วนเดียวของค่าใช้จ่ายจริง สิ่งที่หลายคนลืมคำนวณ คือ ค่าหมึกหรือโทนเนอร์ตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งบางรุ่นมีค่าหมึกสูงกว่าราคาเครื่องหลายเท่าใน 2-3 ปี
วิธีง่ายๆ คือ ลองคำนวณ “ต้นทุนต่อแผ่น” แล้วคูณกับจำนวนแผ่นที่พิมพ์ต่อเดือน เท่านี้ก็เห็นภาพรวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริงแล้ว
เทคนิคที่ 3 – เช็กประเภทงานพิมพ์ที่ใช้บ่อยที่สุด
งานพิมพ์แต่ละประเภทต้องการเครื่องคนละแบบ ถ้าพิมพ์เอกสารขาวดำเป็นหลัก Laser ให้ผลลัพธ์ดีและต้นทุนต่ำกว่า แต่ถ้างานหลัก คือ รูปภาพหรือเอกสารสีคุณภาพสูง Inkjet ตอบโจทย์ได้ดีกว่ามาก
สำหรับคนที่ต้องพิมพ์ทั้งสองแบบในเครื่องเดียว เครื่อง All-in-One ที่รองรับได้ทั้งขาวดำและสีในคุณภาพที่ยอมรับได้ ก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
เทคนิคที่ 4 — ดูฟีเจอร์จำเป็นจริงๆ อย่าจ่ายเพิ่มเพื่อสิ่งที่ไม่ใช้
เครื่องพิมพ์ราคาสูง มักมาพร้อม Wi-Fi, สแกน, ถ่ายเอกสาร, พิมพ์ 2 หน้าอัตโนมัติ และ Cloud Printing แต่คำถาม คือ คุณจะใช้ฟีเจอร์เหล่านั้นจริงไหม
ลองจดไว้ว่า ฟีเจอร์ไหน “ต้องมี” และฟีเจอร์ไหน “มีก็ดี” แล้วเลือกรุ่นที่ครอบคลุมสิ่งที่ต้องมีในราคาที่เหมาะสม ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อสิ่งที่ไม่เคยแตะเลย
เทคนิคที่ 5 — ตรวจสอบความพร้อมอะไหล่และบริการหลังการขาย
เครื่องพิมพ์ที่ดี แต่หาหมึกไม่ได้ในตลาดใกล้บ้าน หรือต้องรอนำเข้าจากต่างประเทศทุกครั้ง ก็สร้างความยุ่งยากได้มากในระยะยาว ควรเช็กก่อนซื้อว่า หมึกหาซื้อได้ง่ายแค่ไหนและราคาเป็นอย่างไร
นอกจากนั้น ควรดูด้วยว่า มีศูนย์บริการในพื้นที่หรือไม่ รับประกันกี่ปี และมีบริการซ่อมนอกสถานที่ไหม เพราะสิ่งเหล่านี้กระทบค่าใช้จ่ายจริงในระยะยาวมากกว่าที่หลายคนคิด
เครื่องพิมพ์สำหรับบ้านกับสำนักงาน ต่างกันอย่างไร?
หลายคนคิดว่าเครื่องพิมพ์ ก็คือ เครื่องพิมพ์ เลือกรุ่นไหนก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วเครื่องที่ออกแบบสำหรับบ้านกับสำนักงานต่างกันในหลายมิติ และการเลือกผิด ก็ทำให้ใช้งานไม่คุ้มอย่างที่คาด
ความต้องการการใช้งาน – บ้านพิมพ์น้อย สำนักงานพิมพ์หนัก
เครื่องพิมพ์สำหรับบ้าน ถูกออกแบบมาให้รองรับงานพิมพ์เบาๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เอกสารโรงเรียน ใบเสร็จ หรือปริมาณพิมพ์ครั้งคราว ปริมาณโดยทั่วไปไม่เกิน 100-200 แผ่นต่อเดือน
ส่วนเครื่องสำนักงานถูกสร้างมาให้รองรับงานหนักต่อเนื่อง ทั้งการพิมพ์หลายร้อยถึงหลายพันแผ่นต่อเดือน รองรับผู้ใช้งานหลายคนพร้อมกัน และต้องทำงานได้เสถียรตลอดทั้งวัน โดยไม่มีปัญหา
สเปกและฟีเจอร์ – บ้านเน้นความสะดวก สำนักงานเน้นความทนทาน
เครื่องพิมพ์บ้าน มักเน้นความง่ายในการใช้งาน มีขนาดกะทัดรัด เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ และบางรุ่นพิมพ์ผ่านมือถือได้เลย ฟีเจอร์ส่วนใหญ่จะเหมาะกับผู้ใช้ในบ้าน ที่ไม่ต้องการความเร็วสูงมาก
เครื่องสำนักงาน ให้ความสำคัญกับความเร็วพิมพ์ที่สูงกว่า การรองรับจำนวนงานมากกว่า รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Wi-Fi และ LAN พร้อมระบบจัดการสำหรับผู้ดูแลระบบ สเปกเหล่านี้ ไม่จำเป็นสำหรับบ้าน แต่ขาดไม่ได้ในออฟฟิศ
ต้นทุนและค่าใช้จ่ายระยะยาว – ราคเครื่องกับต้นทุนต่อแผ่นต่างกันมาก
เครื่องพิมพ์บ้านราคาซื้อถูกกว่า แต่ต้นทุนหมึกต่อแผ่นสูงกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องสำนักงาน เพราะเครื่องบ้านไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พิมพ์ปริมาณมาก ถ้าเอาเครื่องบ้านมาใช้งานหนักในออฟฟิศ ค่าหมึกและค่าซ่อมจะแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เครื่องสำนักงานราคาสูงกว่า แต่ต้นทุนต่อแผ่นต่ำกว่ามาก โทนเนอร์รุ่นออฟฟิศพิมพ์ได้หลายพันแผ่นต่อครั้ง และอายุการใช้งานของเครื่องยาวนานกว่าหลายปีภายใต้การใช้งานหนัก
สรุปแนะนำ – คุณควรซื้อแบบไหนตามสถานการณ์จริง
ปัญหาเครื่องพิมพ์ ส่วนใหญ่ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด และแก้ได้เอง โดยไม่ต้องรอช่างในหลายกรณี ขอแค่รู้ว่า อาการแบบนี้มาจากสาเหตุอะไร และควรจัดการตรงไหนก่อน
กระดาษติด – สาเหตุที่แท้จริงและวิธีแก้อย่างถูกต้อง
กระดาษติดที่เกิดบ่อยที่สุดมาจากสามสาเหตุหลัก ได้แก่ กระดาษดูดความชื้น ขอบบวม, ใส่กระดาษเกินความจุของถาด, และมีเศษกระดาษค้างอยู่ในเครื่องจากครั้งก่อน
เมื่อกระดาษติดให้ปิดเครื่องก่อนทุกครั้ง แล้วค่อยๆ ดึงกระดาษออกตามทิศทางที่กระดาษเดิน ห้ามดึงสวนทางเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหาย บางกรณีอาจมองไม่เห็นเศษกระดาษเล็กๆ ที่ติดอยู่ ควรตรวจสอบว่า มีเศษกระดาษซ่อนลึก หลงเหลืออยู่ข้างในหรือไม่
งานพิมพ์ไม่คมชัด มีริ้ว หรือสีผิดเพี้ยน – แก้ได้ก่อนเรียกช่าง
อาการเหล่านี้ มักเกิดจากหัวพิมพ์อุดตัน หมึกใกล้หมด หรือโทนเนอร์กระจายไม่สม่ำเสมอ วิธีแรกที่ควรลอง คือ รัน Print Head Cleaning ผ่านซอฟต์แวร์ของเครื่อง แล้วพิมพ์ Nozzle Check เพื่อดูผลว่า หัวพิมพ์ทำงานปกติไหม
ถ้าทำ Cleaning แล้วยังไม่ดีขึ้น ให้ตรวจสอบระดับหมึกหรือโทนเนอร์ก่อนสรุปว่า เครื่องพัง สำหรับ Laser ที่พิมพ์จางทั้งที่โทนเนอร์ยังมีอยู่ ลองถอดตลับออกแล้วเขย่าเบาๆ แล้วใส่กลับ วิธีนี้แก้ปัญหาได้บ่อยกว่าที่คิด
ปัญหาเครื่องพิมพ์ที่พบบ่อย พร้อมวิธีแก้ไขเบื้องต้น

ปัญหาเครื่องพิมพ์ ส่วนใหญ่ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด และแก้ได้เอง โดยไม่ต้องรอช่างในหลายกรณี ขอแค่รู้ว่า อาการแบบนี้มาจากสาเหตุอะไร และควรจัดการตรงไหนก่อน
กระดาษติด – สาเหตุที่แท้จริงและวิธีแก้อย่างถูกต้อง
กระดาษติดที่เกิดบ่อยที่สุดมาจากสามสาเหตุหลัก ได้แก่ กระดาษดูดความชื้นจนขอบบวม, ใส่กระดาษเกินความจุของถาด, และมีเศษกระดาษค้างอยู่ในเครื่องจากครั้งก่อน
เมื่อกระดาษติดให้ปิดเครื่องก่อนทุกครั้ง แล้วค่อยๆ ดึงกระดาษออกตามทิศทางที่กระดาษเดิน ห้ามดึงสวนทางเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหาย ถ้าดึงออกมาแล้วยังติดซ้ำอีก ให้ตรวจสอบว่า มีเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ หลงเหลืออยู่ข้างในหรือเปล่า
งานพิมพ์ไม่คมชัด มีริ้ว หรือสีผิดเพี้ยน – แก้ได้ก่อนเรียกช่าง
อาการเหล่านี้ มักเกิดจากหัวพิมพ์อุดตัน หมึกใกล้หมด หรือโทนเนอร์กระจายไม่สม่ำเสมอ วิธีแรกที่ควรลอง คือ รัน Print Head Cleaning ผ่านซอฟต์แวร์ของเครื่อง แล้วพิมพ์ Nozzle Check เพื่อดูผลว่า หัวพิมพ์ทำงานปกติไหม
ถ้าทำ Cleaning แล้วยังไม่ดีขึ้น ให้ตรวจสอบระดับหมึกหรือโทนเนอร์ก่อนสรุปว่า เครื่องพัง สำหรับ Laser ที่พิมพ์จางลงทั้งที่โทนเนอร์ยังมีอยู่ ลองถอดตลับออกแล้วเขย่าเบาๆ แล้วใส่กลับ วิธีนี้แก้ปัญหาได้บ่อยกว่าที่คิด
เครื่องพิมพ์ไม่ตอบสนอง เชื่อมต่อไม่ได้ หรือขึ้น Error
ปัญหาการเชื่อมต่อส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการปิดแล้วเปิดใหม่ ทั้งเครื่องพิมพ์และคอมพิวเตอร์ ฟังดูง่ายแต่ได้ผลจริงในหลายกรณี เพราะ Queue งานพิมพ์ที่ค้างอยู่มักเป็นตัวการทำให้เครื่องหยุดตอบสนอง
ถ้าปัญหาอยู่ที่ Wi-Fi ให้ตรวจสอบว่า เครื่องพิมพ์กับคอมอยู่บน Network เดียวกัน และลองลบเครื่องพิมพ์ออกจากระบบแล้ว Add กลับใหม่ สำหรับ Error Code ที่ขึ้นมาควรถ่ายรูปไว้ก่อน แล้วค้นหาด้วย Model Number + Error Code จะได้วิธีแก้ที่ตรงจุดกว่าการเดาสุ่ม
เมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่าง ไม่ใช่แก้เอง
มีอาการบางอย่างที่ไม่ควรฝืนแก้เอง เพราะอาจทำให้เสียหายมากขึ้น สัญญาณที่ควรส่งช่าง ได้แก่ เครื่องส่งกลิ่นไหม้หรือควัน, มีเสียงดังผิดปกติจากกลไกภายใน, หน้าจอค้าง และไม่ตอบสนองแม้รีสตาร์ทหลายครั้ง และกระดาษติดในจุดที่เข้าถึงไม่ได้จากภายนอก
อีกกรณีที่ควรปรึกษาช่าง คือ เมื่อแก้ปัญหาเดิมซ้ำๆ มากกว่า 3 ครั้งในระยะเวลาสั้น นั่นหมายความว่าปัญหามีรากเหง้าที่ลึกกว่าการแก้เบื้องต้น และการรอนานอาจทำให้ค่าซ่อมสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกซื้อเครื่องพิมพ์
หมึกเครื่องพิมพ์แพงกว่าตัวเครื่องจริงไหม?
จริง และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิดครับ โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ Inkjet ราคาถูกที่ขายในราคาต่ำกว่าพันบาท แต่หมึก 1 ชุด 4 สี อาจมีราคารวมกันสูงกว่าราคาเครื่องเสียอีก
สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะผู้ผลิตหลายรายใช้โมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “Razor and Blade” คือขายเครื่องราคาต่ำเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แล้วทำกำไรระยะยาวจากการขายหมึกแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อมักไม่ได้คำนวณไว้ตั้งแต่แรก
วิธีประเมินที่ตรงกว่าคือดู “ต้นทุนต่อแผ่น” แทนราคาเครื่อง เครื่องที่ราคาสูงกว่าแต่ใช้หมึกถูกกว่าต่อแผ่น อาจคุ้มกว่าในระยะยาวมากครับ โดยเฉพาะถ้าพิมพ์เป็นประจำ
สำหรับคนที่กังวลเรื่องค่าหมึก เครื่องพิมพ์กลุ่ม Tank System หรือ EcoTank เป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่อแผ่นต่ำกว่าระบบตลับหมึกแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัดครับ
ต้นทุนต่อแผ่น Inkjet กับ Laser ต่างกันมากแค่ไหน?
ต่างกันพอสมควร และยิ่งพิมพ์มากความแตกต่างยิ่งชัดขึ้น โดยทั่วไปเครื่องพิมพ์ Inkjet ระบบตลับหมึกแบบเดิมมีต้นทุนต่อแผ่นอยู่ที่ประมาณ 3-8 บาทสำหรับงานสี และ 1-3 บาทสำหรับขาวดำ ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ
ส่วน Laser ขาวดำต้นทุนต่อแผ่นอยู่ที่ประมาณ 0.50-1.50 บาท ซึ่งถูกกว่า Inkjet ขาวดำอย่างเห็นได้ชัด เพราะโทนเนอร์ 1 ตลับพิมพ์ได้หลายพันแผ่นต่อตลับ ขณะที่หมึก Inkjet หมดเร็วกว่ามากในปริมาณงานเท่ากัน
อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นสำคัญ คือ Inkjet กลุ่ม Tank System หรือ EcoTank ที่ใช้หมึกน้ำแบบเติม ต้นทุนต่อแผ่นลดลงเหลือประมาณ 0.30-0.80 บาท ซึ่งใกล้เคียงหรือถูกกว่า Laser ขาวดำบางรุ่นด้วยซ้ำครับ
หมึกแท้กับหมึกเทียบ ใช้แทนกันได้ไหม?
ใช้แทนกันได้ในแง่ฟิสิกส์ คือ ใส่เข้าเครื่องได้และพิมพ์ออกมาได้ แต่ผลลัพธ์และความเสี่ยงที่ตามมาต่างกันพอสมควร ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหมึกเทียมที่เลือกใช้
หมึกเทียมคุณภาพต่ำมีความเสี่ยงหลักสองเรื่อง คือ สีที่ได้อาจเพี้ยนหรือซีดจางเร็วกว่าหมึกแท้ และในบางกรณีทำให้หัวพิมพ์อุดตันหรือเสียหายได้ โดยเฉพาะถ้าความหนืดของหมึกไม่ตรงกับที่เครื่องออกแบบมาครับ
สิ่งที่ควรรู้อีกเรื่องคือการใช้หมึกเทียมอาจทำให้การรับประกันเครื่องหมดผลในบางแบรนด์ ผู้ผลิตหลายรายระบุเงื่อนไขนี้ไว้ชัดเจนในคู่มือ ดังนั้นถ้าเครื่องยังอยู่ในประกัน ควรพิจารณาจุดนี้ก่อน
ถ้าอยากประหยัดค่าหมึกโดยไม่เสี่ยง ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือเลือกหมึกเทียมจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและมีการรับประกันสินค้า หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องพิมพ์ระบบ Tank ที่ใช้หมึกเติมตั้งแต่แรกแทนการพึ่งตลับหมึก
